เลขาธิการสมาพันธ์ครูฯ ค้านควบรวมร.ร.ขนาดเล็ก ชี้ขัดรธน.มาตรา 58

เลขาธิการสมาพันธ์ครูฯ ค้านควบรวมร.ร.ขนาดเล็ก ชี้ขัดรธน.มาตรา 58
เลขาธิการสมาพันธ์ครูฯ ค้านควบรวมร.ร.ขนาดเล็ก ชี้ขัดรธน.มาตรา 58              1024x538

เลขาธิการสมาพันธ์ครูฯ ค้านควบรวมร.ร.ขนาดเล็ก ชี้ขัดรธน.มาตรา 58

เมื่อวันที่  17  ก.พ. 62  ที่หอประชุมที่ว่าการ อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ นายวิสัย  เขตสกุล  เลขาธิการสมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย  (ส.ค.ท.) ได้กล่าวถึง นโยบายการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ตามมติ  ครม. 7  ต.ค.2562  นั้น  ค่อยผ่อนคลายลงไปบ้าง  หลังจากที่เจ้ากระทรวงศึกษาธิการ  นายณัฎฐพล  ทีปสุวรรณ ได้มีความเข้าใจถึงผู้ปกครองประชากรในวัยเรียน  ที่โรงเรียนขนาดเล็กยังมีความจำเป็นมากที่จะต้องให้ดำรงคงอยู่ในชุมชน  เพื่อความมั่นคงของพลเมืองชาติ  และต้องขอบคุณท่าน  ดร.อำนาจ  วิชยานุวัติ  เลขาธิการ กพฐ.ที่จะนำเรื่องการพัฒนาสร้างคุณภาพให้กับโรงเรียนขนาดเล็กเข้า ครม.โดยจัดสรรอัตรากำลังครูให้กับโรงเรียนขนาดเล็ก ก็ถือว่ามาถูกทางในการที่พัฒนาก่อนแก้ปัญหา  ซึ่งต้องจัดสรร  4  M  ลงไปให้อย่างเพียงพอ ให้เสมอภาคและเท่าเทียม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประชากรในวัยเรียนของชาติ  ไม่ให้ชุมชนสร้างความเข้มแข็งด้วยตนเองฝ่ายเดียว รัฐต้องดำเนินการจัดการศึกษาตามรัฐธรรมนูญอย่างทั่วถึง  ดังเช่น  ร.ร.บ้านพะเยียวตาสุ  (อส.พป.37)  ต.ใจดี  อ.ขุขันธ์  มีความเข้มแข็งตามหลัก  “บวร” เป็นแบบอย่างได้  ถ้าราชการจัด  4  M  ให้เชื่อว่าคุณภาพผู้เรียนไม่พ้น 1 สมอง 2 มือครูแน่นอน

เลขาธิการ ส.ค.ท. กล่าวต่อไปว่า หากจะให้โรงเรียนเข้มแข็ง จะต้องกระจายอำนาจ  ให้มี พ.ร.บ.โรงเรียนเป็นนิติบุคคลตามกฏหมายมหาชนอย่างแท้จริง ให้มีความเป็นอิสระทางด้านวิชาการ  ด้านการบริหารบุคคล ด้านแผนงบประมาณ และด้านบริหารทั่วไป โดยส่วนกลางควบคุมการเป็นเอกภาพการศึกษา ด้านคุณภาพการศึกษา  เป็นค่าที่คณะกรรมการโรงเรียนนิติบุคคลจะกำหนดเอง  เป็นต้น  ไม่ใช่เอาตัวเลขคะแนนโอเน็ตเป็นตัววัดคุณภาพ  มีความเป็นอิสระด้านวิชาการที่จะกำหนดหลักสูตรแกนกลางและท้องถิ่นได้อย่างบูรณาการ  เช่น  กำหนดกลุ่มงานวิชาการกลุ่มงานวิชาชีพ  กลุ่มงานวิชาดำรงชีพ  ที่จะทำให้ผู้จบการศึกษาตอบโจทย์ความต้องการของท้องถิ่น ไม่เหมือนหลักสูตรปัจจุบันมุ่งผลิตคนไปรับใช้โรงงานของกลุ่มทุน และอีกเรื่องที่ต้องปรับใหม่คือ หน่วยงานที่เหนือโรงเรียนขึ้นไป  ไม่จำเป็นต้องมีมาก  เปลืองงบประมาณของกระทรวง  เพราะไม่มีส่วนในการสอนเด็ก  หล่อหลอมผู้เรียนเลย

นายวิสัย ยังกล่าวต่อไปว่า ยกตัวอย่างเช่น ร.ร.บ้านพะเยียวตาสุ (อส.พป.37) ได้ก่อตั้งเมื่อวันที่  23  เม.ย.2505 บนเนื้อที่ 70  ไร่ 1 งาน 43  ตารางวา มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องยาวนานด้วยการระดมทุนและทรัพยากรต่าง ๆ ด้วยการบริจาคทรัพย์สินส่วนตัวมาช่วยกันขับเคลื่อนพัฒนาจนกลายเป็นความรัก ความหวงแหน ความเชื่อมั่นศรัทธาที่ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้การหล่อหลอมความเป็นตัวต้นกลายเป็นความเข้มแข็งของชุมชน การที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่  7 ต.ค.2562 ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานพิจารณาควบรวมโรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120  คนลงมานั้น เป็นการไม่ถูกต้องโดยอาศัยช่องทางทางกฎหมายอย่างเดียวโดยไม่มีการทำประชาพิจารณ์  หรือประชาคมเพื่อให้โอกาสชุมชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เสนอแนะแสดงความคิดเห็นนั้นย่อมไม่สามารถที่จะกระทำได้เพราะเป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ซึ่งบัญญัติไว้มีสาระสำคัญว่า รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ การออกกฎหมายที่จะยุบและควบรวมโรงเรียนโดยที่ไม่มีการรับฟังชุมชนผู้มีส่วนได้เสียจึงเป็นการลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ และยังขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 58 ซึ่งบัญญัติไว้มีสาระสำคัญว่า การดำเนินการใดของรัฐ ถ้าการนั้นอาจมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตหรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดของประชาชน รัฐต้องดำเนินการให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งจะเห็นได้ว่ามติดังกล่าวมีความขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญทำให้มตินี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย ทำให้คณะกรรมการสถานศึกษา  ร.ร.บ้านพะเยียวตาสุ  (อส.พป.37) ผู้นำชุมชน ผู้ปกครอง ครู นักเรียน พระสงฆ์ และบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ประชุมประชาคมร่วมกัน   

นายวิสัย  ยังกล่าวด้วยว่า  เมื่อวันที่  10  ต.ค.2562 ที่ผ่านมา มีข้อสรุปและมติไม่ควบรวมโรงเรียนจะช่วยกันบำรุงดูแลรักษาโรงเรียนแห่งนี้ให้อยู่คู่กับชุมชนตลอดไป ร่วมทั้งมีการเรียกร้องไปยังคณะรัฐมนตรีให้มีการทบทวนมติและสนับสนุนอัตรากำลังครู งบประมาณในการพัฒนาเนื่องจากโรงเรียนมีพื้นที่จำนวนมากสามารถที่จะพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนมีคุณภาพ และเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการศึกษาในระดับตำบลและโรงเรียนใกล้เคียงได้หากรัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการหน่วยงานต้นสังกัดที่เกี่ยวข้องมีความจริงใจในการสนับสนุนการพัฒนามากกว่าการมองกำไรขาดทุนเพราะทรัพยากรมนุษย์ถือว่ามีความสำคัญในการพัฒนาประเทศด้วยเหตุนี้  ร.ร.บ้านพะเยียวตาสุ(อส.พป.37) พร้อมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงได้แสดงพลัง จุดยืนในทุกรูปแบบภายใต้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกแสดงความคิดเห็นที่ถูกต้องภายใต้กฎหมายและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สะท้อนไปยังผู้มีอำนาจให้ลงมาดูลงมาสัมผัสและร่วมกันพัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างแท้จริง  ซึ่งปัจจุบัน  ร.ร.มี นายศราวุธ  วามะกัน  เป็น ผอ.ร.ร.ได้มีความมุ่งมั่นทุ่มเทในการพัฒนาในทุกด้านโดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้เป็นตามที่สังคมประเทศชาติคาดหวัง และในวันที่ 5  ก.พ.  2563 เวลา  14.50 – 16.30 น. นายสะอาด  วงศ์รักษ์ นายอำเภอขุขันธ์ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานบูรณาการจัดทำแผนบริหารจัดการ  ร.ร.ขนาดเล็กในเขตพื้นที่  เพื่อออกมาประชาคมรับฟังความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว  ปรากฏว่าผู้ปกครองนักเรียน  คณะกรรมการสถานศึกษา  ผู้นำชุมชน ร่วมกันประชาคมและแสดงความคิดเห็นร้อยละ 100 ให้ดำรงอยู่  (Stand Alone) โดยชุมชนจะร่วมกันขับเคลื่อนพัฒนาปกป้องสถานศึกษาไม่ยุบ ไม่ควบรวมกับโรงใดทั้งสิ้น

ขอบคุณเนื้อหาและข้อมูลข่าวจาก :: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 11.59 น.

แก็บติวเตอร์@STEC4

คณิตศาสตร์สำหรับข้าราชการ

เจ้าของแฟนเพจ แก็บติวเตอร์ ติวเอกคณิคศาสตร์

Leave A Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

EnglishThai